ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผมกับเพื่อนได้เข้าไปเที่ยวผายในผับแห่งหนึ่ง  พอเมื่อถึงเวลาที่ทุกคนได้เวลาของความสุขที่เร่งเร้าเข้ามาในยามค่ำคืน  ความเมาก้อบังเกิด  แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยคาดคิดเลยก็เกิดขึ้น  นางแฟรคเพื่อนสาวตัวดีกลับไปพบกับคู่ขาเก่าเลยเกิดเรื่องคืนนั้นทั้งคืนเลยเที่ยวไม่มีความสุขกันทั้งบาง           เช้าวันพุธของเดือนธันวาปลายปีที่แล้วอากาศของความหนาวในกรุงมหานครทาวเวอร์ไม่เคยมองว่ามันเหมือนความหวานเย็นสักเท่าไหร่  มีเพียงแค่ความอบอ้าวเคล้าความเย็นในช่วงเช้า  ผู้คนนับร้อยต่างเดินเข้าออกกันมากมายบนสถานีรถไฟฟ้า  ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน   สิ่งหนึ่งที่พบคือ เราต้องเดินทางไปยันสถานที่ให้ตรงตามเวลาที่นัดหมายคือ เวลา 8นาฬิกา  สิ่งต่างๆรอบข้างเป็นไปตามวัฒจักรกาลเวลา  แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยนั้นคือ ดวงอาทิตย์ที่ยังคงขึ้นทางทิศตะวันออกแล้วตกทางทิศตะวันตก    เมื่อเสียงภายในรถไฟฟ้าดังขึ้นถึงสถานที่ผมต้องการจะลง ผมเดินก้าวลงและมุ้งหน้าเข้าไป ณ ห้องที่ได้นัดหมายไว้กับหัวหน้างานและเจ้าหน้าที่งานคนใหม่  สิ่งแรกที่เห็นคือ ผู้หญิง 3คน  สองคนแรกพอจะทราบดีเพราะเคยเห็นมาแล้วที่สำนักงานส่วนอีกคนเธอใส่ชุดสีชมพูทั้งเสื้อและกระโปง ดูเรียบร้อย ผมสีทองปะบ่าของเจ้าหล่อน  ปากยังคงเคี้ยวอาหารอย่างเต็มคำดูมูมมามพอตัว  เสียงของพี่แสงเดือนดังขึ้นจากด้านหลัง  “อ้าวนี้พวกเรารู้จักกันหมดหรือยัง” พี่แสงเดือนแนะนำแต่ละคนตั้งแต่  ผู้หญิงคนแรกอายุประมาณวัยกลางคน  เธอชื่อ  นิดา  เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีขององค์กรนางฟ้า  คนต่อมาหญิงหน้าตาราวกับวัยเพิ่งจะ 30ต้นๆ สีผิวดำแทน หน้าเธอจะออกไปแนวๆอีสานบ้านเฮาสักนิดแต่เธอเป็นคนใต้ เธอชื่อ  วิภา  หน้าที่ตำแหน่งของเธอคือเจ้าหน้าที่ประสานงานฯคนที่ 1  ซึ่งเรานั้นตำแหน่งเดียวกันแต่หน้าที่ต่างกัน  และอีกคนสาวผมทองใส่ชุดสีชมพูเคี้ยวอาหารเต็มปากนั้น เธอชื่อ ริชชี่  เธอเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังอันดับ 2 ของเมืองไทยซึ่งตำแหน่งเธอคือเลขาของท่านผู้อำนวยการ  เมื่อแนะนำจบพี่แสงเดือน จากนั้นพี่แสงเดือนจัดหน้าที่การทำงานให้กับทุกคน  ผมคอยดูแลและช่วยในเรื่องของการจัดเอกสาร  แต่ด้วยความที่เราเองเคยผ่านงานในการจัดเอกสารอย่างช่ำชอง  เราก็อาสาทำเสียหมดทุกอย่าง   น้ำเสียชมความกระฉับกระเฉงของผมดังแหลมขึ้นโดยเป็นเอกลักษณ์  ผมหันไปตามน้ำเสียงนั้น  นิดาร้องชมว่า”เก่งจังดูเหมือนว่าเราเคยทำงานแบบนี้มาก่อนดีนะเนี้ยจะได้สามารถแบ่งเยางานพวกพี่ๆได้เพราะพี่เองก้ไม่เคยทำงานแบบนี้เหมือนกัน”  ความสนิทสนมก้อเกิดขึ้นระหว่างคนสองคน  นิดาพูดจาอ่อนหวานปนกับน้ำเสียงที่ห่วนแต่ดูแล้วไม่มีพิษภัยแต่อย่างใด  เมื่อถึงเวลาการประชุมเริ่มขึ้น  พี่แสงเดือนก็ให้ผมนั่งอยู่ด้านข้างเพื่อที่จะคอยบันทึกข้อมูลต่างๆอย่างใกล้ชิดแล้วให้ริชชี่  นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม  แววตาของความเป็นมิตรของทุกคนดูดีไปทั้งหมดเว้นแต่เธอคนนี้คนเดียว ริชชี่  เธอยังคงมีแต่ความหยิ่งจองหองอยู่ในตัวตลอดเวลา  ระยะเวลาผ่านไป ราวกับเวลาจะร่วงเลย การประชุมครั้งนี้จบสิ้นสุด ทุกคน เดินลงไปที่ห้องรับประทานอาหารชั้นรอบบี้  เสียงเปียโนดังขึ้นพร้อมทั้งเสียของผู้แขกที่มางานประชุมนั้นๆ หลังจากนั้นพี่แสงเดือนได้เรียกทุกคนเพื่อมาแนะนำตัวและพบกับผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งเธออายุราวๆจะ รุ่นยายผมได้  หน้าตาของเธอดูอบอุ่นและเป็นดั่งผู้มีความรู้และทางการศึกษาที่สูงพอตัว  ความเฉลียวฉลาดในตัวของเธอมีไม่น้อยแม้ว่าอายุของเธอเองจะมากเพียงใดก็ตาม เสียงพี่แสงเดือนดังขึ้นมาหลังจากที่ทุกคนมานั่งรวมกันที่โต๊ะรับประทานอาหารอีกฝั่งของห้องอาหารภายในห้องโถงของโรงแรม   Wทุกคนพี่ของแนะนำคระนี้คือท่านผู้อำนวยการองค์กรนางฟ้าของเรา  ท่านอาจารย์ จรรยา  ซึ่งท่านเป็นผู้อำนวยการท่านจะมาบริหารงานอยู่ร่วมทำงานภายใต้องค์กรเดียวกับเรา  และแล้วทุกคนก้อได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการหลังจากนั้น อาจารย์และพี่แสงเดือนได้ขอให้ผมกับริชชี่กลับบ้านก่อนแต่เหลือเพียงนิดาและวิภา ซึ่งทั้งสองคนนั้นจะต้องมีเรื่องเกี่ยวกับเงินเดือนของพนักงานต่อที่จะต้องพูดคุย            การทำงานในครั้งดูดูเหมือนทุกอย่างนั้นจะราบรื่นแต่เพียงนึกไปนั้นผมมองว่ามันก้อเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของการก่อตั้งองค์กรที่มันเกิดขึ้นเท่านั้นเรายังไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรหรือสิ่งใดบางอย่างที่ผมได้รับรู้อีกมากมายรถไฟฟ้าแล่นไปจดถึงสถานีที่ผมจะต้องลงแล้วเดินทางกลับบ้านผมได้เดินทางกลับบ้านอย่างรู้สึกว่าการทำงานนั้นหากหัวหน้าดีต่อให้อะไรมันเลวร้ายเราก้อน่าจะอยุ่ได้หากหัวหน้าเราดี  แต่อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป  ตอนนี้ก้อเวลาประมาณ 4ทุ่มแล้วนะครับผมว่าทิ้งเรื่องราวเรื่องนี้เอาไว้เท่านี้ก่อดีกว่ายังไงวันต่อๆไปคงได้มาเล่าอะไรอีกเพราะเรื่องมันไม่ได้ดูราบรื่นไปแค่นี้หลอกนี้คือการเริ่มต้นของเรื่องครับยังไงเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านก็ช่วยคอมเม้นมาด้วยนะครับ

จากความเดิมของตอนที่แล้ว   เราได้ไปสัมภาร์งานตามที่ต้องการและได้เข้าไปสู้สถานที่แห่งหนึ่งโดนที่เราต้องเดินทางด้วยเท้าอันแสนจะอ่อนเพลีย  เมื่อมาถึงณ ห้องที่ผมเห็นคนทั้ง 4 คนแล้ว ด้วยแววตาที่แปลกๆจากการมองด้วยสายตาของคน ทั้งสี่คน แววตาทั้งสีค่คู่มันดูเหมือนจะเป็นมิตร    หญิงคนนึงวัยสูงวัยน่าจะประมาณ 50 กว่าๆ เดินมานั่งที่โต๊ะตัวใหญ่ของผู้บริหาร แล้วเชิญให้นั่งตรงเก้าอี้ที่ได้เตรียมให้ด้วยแววตาที่แสนเป็นมิตรมากกว่าอีก 2 คนที่อยู่ตรงโต๊ะใหญ่ และน้ำเสียการกระซิบกระวากไปพลันใช้แววตาส่องมาทางเรา  ไม่รู้เหมือนกันว่าสองคนนั้นพูดเรื่องอะไร ครั้นเสียงอันเป็นมิตรจากตรงหน้าเราก้อดังขึ้น พร้อมทั้งถามว่า เราชื่ออะไร " นพดลครับ " เสียงผมพูดจบแล้วเธอก็แนะนำตนเองต่อหน้าเรา "แสงเดือนคระ  แสงเดือน  นิเนตรตระธรรม"

ด้วยความโด่งดันของนามสกุลนี้เราเกิดแอบขุดคิดไปพักใหญ่   ในนามสุกลของอดีตรัฐมนตรีชื่อดังคนนึง  แสงเดือนเธอได้เล่าถึงความเป็นมาของสถานที่ทำงานองค์กรด้วยความภาคภูมิใจและใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ราวกับว่านี้คือองค์กรแห่งสวรรค์ที่เธอได้เป็นหนึ่งในผู้คัดสรรและต้องเป็นผู้ที่เหมาะสมและมีความสามารถที่จะเข้ามาทำงานนี้ได้   เมื่อเธอพูดจบ  เธอได้สอบถามถึงประวัติของผมโดนสักถามอย่างละเอียดแม้แต่การทำงานและการออกจากงานว่าเพราะด้วยเหตุใด  บางสิ่งในใจเราก็คงไม่อยากจะเล่าถึงความทุกทนและขมขื่นของออฟฟิตที่ทำงานเก่าให้ฟังหลอกนะ  เราเพียงแค่ตอบไปขำขำว่า อ้อครับพอดีมันหมดสัญญาและงบประมาณในการจ้างจึงต้องหางานใหม่  คงไม่มีใครหลอกนะครับว่าจะพูดไปตามตรงว่า  คนในที่ทำงานมันใส่ร้ายความเป็นแพะให้กับเราทั้งแควะค่อนแคะทุกวินาทีที่พวกเขาว่างจากการทำงาน  เงินเดือนก้อเพียง 7000  แต่ทำงานจันทร์ถึงอาทติย์ คงจะอยู่ทนหลอกนะ  หลังจากที่ผมได้สนทนาด้วยความสนิทสนมกันอย่างมากจนรู้สึกเบาใจสิ่งต่างๆก็เริ่มหายไปจากความรู้สึก แววตาที่สองคนที่โต๊ะก็เริ่มหายไป

  ผมรอการเรียกตัวเป็นระยะเวลา 2เดือนได้ จนมาถึงกลางเดือนธันวา อากาศเย็นๆบรรยากาศน่านอนพักผ่อน ด้วยความสงสัยแคลงใจ หรือเหตุใดไม่ทราบ ผมได้ลองโทรเข้าไปที่ออฟิตนั้นอีกครั้งเพื่อสอบถามว่างานนั้นเราได้หรือไม่ได้หากไม่ได้เป็นเพราะอะไร  เสียงเรียกสายโทรศัพท์ดัง ตุ๊ดดด    ตู๊ดดดด  3  ครั้ง "สวัสดีคระ ศูนย์บริการสุขภาพ  ดิฉันวิภา รับสายคระ " ด้วยความตื่นตระหนกผมได้ถามเพียงคำถามเดียวว่าไม่ทราบว่าผลการสัมภาษณ์เป็นอย่างไรบ้างครับ กลับกันกับฝั่งทางนั้นคิดถึงกำลังจะโทรหาพอดี เสียงของผู้ที่เราเคยได้ยินตอนที่เขาสัมภาษณ์เราดังขึ้น  อ้อน้องคนนั้นหรือว่าจะให้โทรหาอยุ่พอดีบอกเขาแล้วกันนะว่าเจกันที่โรงแรมโอเลมเปีย 8 โมงเช้า ที่ห้องประชุมพลับพลาทอง  

  สิ่งแรกที่ผมดีใจมากเลยนั้นก้อคือ  ผมได้งาน  ผมดีใจครับแล้วได้โทรไปหาคุณพ่อผมเป็นคนแรก  จากนั้นผมได้โทรหาคนที่ผมรู้สึกว่าผมคิดว่าเขาน่าจะยินดีกับงานและสิ่งที่ผมทำนั้นด้วย แต่เราได้เลิกกันไปนานแล้วจบลงด้วยความงี้เง่าของตัวผมเอง  และความไร้สาระของผม เพียงเพราะเราไม่มีใครเพราะความสงสารเขาจึงยังคงทน  ทน และทนอยู่ เพื่อให้เรารู้สึกดีแค่นั้น  แต่นำเสียงของเขาเองไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับเราเลยทั้งสิ้น  แล้วเร่งรีบวางหูไปด้วยคำพูดสุดท้ายว่า  "ก้อดีแล้วดีใจด้วย" ด้วยน้ำเสียงเอือมระอากับพฤติกรรมงี้เง่าของเรา ไม่เป็นไร ใจเราบอกเพียงเท่านี้ว่าไม่เป็นไร เดี่ยวอะไรอะไรก้อดีเอง  ทุกคืนเรานอนร้องไห้เสียใจเพื่ออะไรกัน คนๆนี้มีค่ามากนักหรือ หลังจากฟ้ามืดลง เสียงเพลงโทรศัพท์ดังขึ้น  ผมรับสายเสียงที่เร็ดรอดออกมาแบบแหลมๆปนทุม ออกทิ้งหางเสียงนิดๆ  "ว่าไงหล่อนคือนนี้เจอกันที่เดินนะ ไปกันสวยๆ ข่าวว่าได้งานใหม่แล้วเหรอ ไปฉลองเดียวฉันเลี้ยงเร่งมาเลยนะเจอกันสวยๆ"เพื่อนๆในกลุ่มเกี่ยวกราวโทรมาเพื่อนัดพบเจอกันที่เราไปประจำ แยกลำสาลี สถานที่ที่เราไปกันแทยบทุกคืน  เพื่อไปแสดงสำแดงศักยภาพความเป็นตัวตนที่แท้จริง ของเรา  และประมาณ 5 ทุ่มเศษๆ ทุกคนพร้อมกันที่หน้าเซเว่นตามนัดหมาย  บอย และแฟรง  รอผมอยุ่ที่เดิมพร้อมเสียงที่ตะโกนออกมาดังรั่นก่อนที่ผมจะออกมาจากแท็กซี่  "หวายยย  นางนี้หล่อนจะสวยไปถึงไหนคระ  นัดกี่โมงคระ  กะว่าคืนนี้จะได้ใช่ไหม" ผมยิ้มที่มุมปากแล้วพยักหน้ารับ  ทั้งสามคน เราสามสาว เอ้ยไม่ใช้สิ แต่ก้อคงใช่ เดินเข้าไปในสภานที่เริงรื่นชื่นฤดีของความเป็นตัวตนของเราอย่างมั่นใจ ในค่ำคืนนั้นมีผู้คนมากมายเต็มผับไปทั้งหมดคนทั้งหลายสร้างความสนใจ  มาที่เราสามคนอาจเป็นเพราะความโดดเด่น  เราทั้งสามเดินไปที่โต๊ะ  แต่บังเอิญกับเจอดีเจหุ้นส่วนเจ้าของร้านเข้ามาทักทาย เสียก่อน รูปร่างของเขาเป็นคนสูงพอประมาณตัวหนา ดูเหมือนคนอ้วน แต่ก้ออ้วนนั้นแหละ  โอ่งมังกรชัดๆ  อิอิ ผมว่าต้องหยุดเท่านี้ก่อนนะครับงานเข้าพอดี ยังไงคืนนี้จะมาเล่าต่อนะครับ

edit @ 30 Sep 2009 13:10:57 by แฉไฉ

คือเรื่องนี้ จะขอเขียนถึงเรื่องราวของความเป็นจริงบ่งประการเพื่อเป็นที่ระบายความใจในเกี่ยวกับการทำงานของคนทำงานออฟฟิตด้วยกันกับสิ่งที่มนเกิดขึ้น  ภายในออฟิตที่เราทำงานนั้นหลายๆคนอาจจะมองได้เลยว่ามันคือเรื่องจริง  เรื่องที่เราจะต้องพูดกันเป็นเสียงเดียวดันว่า ใช้ฉันก้อโดนมาแบบเดียวกับเธอเลย  ผู้เขียนเองอยากแชร์ความคิดอะไรบางอย่างเป็นบทละครที่มีตัวละครต่างๆภายในองค์กรเล็กแห่งหนึ่งแต่มีความสำคัญและทำงานเพื่อคนระดับชาติ  ซึ่งเราไม่ขอเอ่ยนามองค์กรเพื่อให้เกิดความเสียหาย  ผมจะตั้งชื่อองค์กรนี้ว่า  องค์กรนางฟ้า  เนื่องจากองค์กรนี้มีผู้ชายแท้เพียงแค่ 2 คน ส่วนชายที่เหลือคิดเอา  ภายในองค์กรผมเริ่มก่อตั้งได้เพียงไม่นาน  ซึ่งอยู่ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรแม่  มีความสำคัญและการเกิดขึ้นมากมายด้วยความวุ่นวายของภาคีต่างๆ  ที่ต้องการจะสร้างถึงความเป็นผู้ดูแลความสุขให้กับทุกๆคน  ก่อนที่ออฟฟิตของผมตั้งขึ้นนั้น ประมาณปี 51 ผมได้ลาออกจากการเป็ฯอาจารย์อัตราจ้างเนื่องจากต้องการทำงานที่ตรงกับสายทางด้านที่ตนเองเรียนมา  ผมจบคณะนิเทศ  จากมาหวิทยาลัยราชภัฏที่เพื่อๆมักจะบอกว่า ราชภัฏไฮโซ ด้วยเกรดเฉลี่ยที่จะบอกว่าไม่ไฮโซตาม  เพราะว่าผมได้เกรดนิยม  คือที่เขานิยมจบกันนั้นแหละครับ  ผมตกงานอยุ่ประมาณ 4เดือน จนมาวันนึง  มีเสียโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นหมายเลข 02 ผมแทบจะดีใจเพราะที่ผ่านมามันเป็น 08  ขายประกันตลอด  แต่ก้อเอาเถอะลองรับสายดู เขาเรียกให้ผมไปสัมภาษณ์ซึ่งมันสถานที่ที่ผมต้องกลับมาอีกครั้งนึง  ผมนึกได้เลยว่าตอนนั้นที่มาสมัครครั้งแรก  ด้วยความฉลาดของผมผมนั่งรถเมล์ในระแวกนั้นไม่เป็นเสียด้วย  แต่ว่าก้อนั่งมานั้นแหละคลำๆ  เอา  พอลงจากปากซอยด้วยความที่เราสอบถามสถานที่ตรงนั้นเขาแจ้งว่า"เดินเข้ามาแค่นิดเดียวคระ" หารู้ไม่  เดินประมาณเกือบกิโลได้ วันนั้นเป็นช่วงเดือนตุลาคม  อาการเริ่มต้นของฤดูหนาวตรงไหนที่เรียกว่าหนาวไม่ทราบ  เหงื่อแตกพรากไปทั้งตัว  อยากจะบอกว่าเป็นการเดินทางที่แสนลำบากมากเลยครับ และผมก้อมาถึงจนได้  แต่ครั้งนี้วันที่ไปสัมภาษณ์ผมว่าผมฉลาดขึ้นครับเนื่องจากว่าผมขึ้นรถสายที่ผ่านหน้าบ้านครับแล้วคิดว่าจะลงตรงหน้าอาคารที่จะสัมภาษณ์พอดีแต่อนิจาครับ  รถเมล์วกกลับก่อนถึงป้าย  เลยไม่รู้จะทำอย่างไรต้องเดินอีกครับเพื่อไปสัมภาษณ์งาน  จะบอกเลยได้ว่ามันทรหดสุดๆๆแต่เกิดอะไรขึ้นครับเขาโรให้ผมมาตั้งแต่บ่ายโมง เราก้ออุดส่าด้วยความที่ว่าจะมาแล้วก้อสัมภาษณ์เลย แต่ก้อต้องมานั่งรออีกครับ ประมาณ ชั่วโมงกว่าๆ จนได้สัมภาษณ์อย่างหนำใจตอนบ่าย 2 ตอนที่ผมเดินเข้าไปนั้นห้องเป็นห้องรวมครับมีโต๊ะทำงานเรียงรายกันประมาณ 4 ตัว มีโต๊ะตัวใหญ่ ที่มีของวางระเกะระกะเต็มไปหมด มีคนทำงานอยุ่ในนั้น 4 คน นั่งตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ข้างประตู ส่วนอีกสามนนั่งรวมกันอยุ่บนโต๊ะใหญ๋ที่มีของมากมายวางระเกะระกะเต็มไปหมด ในใจคิดอยุ่ว่านี้หรือออฟฟิต อิอิ ตอนนี้ดึกแล้วอะคัรบเดี่ยวยังไงมาเล่าต่อนะคัรบพร่งนี้เวลาเดินครับ 

edit @ 30 Sep 2009 01:51:35 by แฉไฉ

edit @ 30 Sep 2009 01:52:34 by แฉไฉ